เลเซอร์ลบรอยสักให้จางอย่างเป็นระบบ ต้องพิจารณาอะไรบ้างก่อนเริ่มรักษา?
การลบรอยสักไม่ใช่เพียงการยิงเลเซอร์ลงบนสีแล้วรอให้รอยสักหายไป เพราะหมึกแต่ละสีตอบสนองต่อพลังงานไม่เหมือนกัน ความลึกของหมึกในผิวแตกต่างกัน และพื้นฐานผิวของแต่ละคนก็มีผลต่อทั้งประสิทธิภาพและความเสี่ยงหลังทำ
รอยสักสีดำขนาดเล็กที่สักตื้น อาจตอบสนองต่อเลเซอร์ได้เร็วกว่ารอยสักมืออาชีพที่มีสีหนาแน่นหรือสักทับหลายชั้น ขณะที่สีเขียว สีฟ้า สีแดง สีเหลือง สีขาว และสีเนื้อ อาจต้องใช้ความยาวคลื่นหรือแผนการรักษาที่แตกต่างกัน
ดังนั้น ก่อนเริ่มเลเซอร์ลบรอยสัก สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการถามว่า “ต้องทำกี่ครั้ง” แต่ควรเริ่มจากการประเมินว่า
- รอยสักประกอบด้วยสีอะไรบ้าง
- หมึกมีความหนาแน่นและอยู่ลึกเพียงใด
- เป็นรอยสักมืออาชีพ รอยสักสมัครเล่น หรือรอยสักเพื่อความงาม
- เคยสักทับหรือลบรอยสักด้วยวิธีอื่นมาก่อนหรือไม่
- ผิวมีแนวโน้มเกิดรอยดำ รอยด่าง หรือแผลเป็นง่ายเพียงใด
- ต้องการลบให้จางมากที่สุด หรือเพียงทำให้จางเพื่อเตรียมสักลายใหม่ทับ
ที่ BAC (Bangkok Aesthetic Clinic) แพทย์จะประเมินปัจจัยเหล่านี้ก่อนเลือกความยาวคลื่นและวางแผนการรักษา เพื่อให้เหมาะกับสีหมึกและพื้นฐานผิวของแต่ละบุคคล
ทำไมรอยสักจึงอยู่บนผิวได้นาน?
หมึกสักไม่ได้อยู่บนผิวชั้นนอก แต่ถูกนำลงไปในผิวชั้นหนังแท้หรือ Dermis ซึ่งเป็นชั้นผิวที่มีความคงตัวและไม่ได้ผลัดออกเหมือนเซลล์ผิวชั้นบน
หลังการสัก ร่างกายจะพยายามกำจัดหมึกในฐานะสิ่งแปลกปลอม แต่อนุภาคของเม็ดสีมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ระบบภูมิคุ้มกันจะนำออกไปได้ทั้งหมด เม็ดสีจำนวนหนึ่งจึงยังคงอยู่ในผิวและกลายเป็นรอยสักถาวร
การทาครีม ขัดผิว หรือลอกผิวชั้นนอกจึงไม่สามารถเข้าถึงหมึกที่อยู่ในชั้นหนังแท้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากใช้สารที่รุนแรงเกินไป ผิวด้านบนอาจได้รับบาดเจ็บก่อนที่หมึกสักจะจางลง และอาจทิ้งรอยแผลเป็นถาวรได้
Picosecond Laser ช่วยให้รอยสักจางลงได้อย่างไร?

Picosecond Laser ส่งพลังงานออกมาในช่วงเวลาสั้นมากระดับพิโควินาที ทำให้เกิดแรงกระแทกเชิงแสงหรือ Photoacoustic Effect ต่อเม็ดสี
เมื่อเม็ดสีของหมึกดูดซับพลังงานที่เหมาะสม อนุภาคขนาดใหญ่จะถูกทำให้แตกเป็นชิ้นส่วนที่เล็กลง จากนั้นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันจะค่อย ๆ ลำเลียงอนุภาคเหล่านี้ออกจากบริเวณที่รักษาตามกระบวนการของร่างกาย
จึงต้องแยกให้ชัดเจนว่า เลเซอร์มีหน้าที่ทำให้เม็ดสีแตกตัว ส่วนร่างกายเป็นผู้ค่อย ๆ กำจัดเม็ดสีที่แตกแล้วออกไป รอยสักจึงมักจางลงต่อเนื่องภายหลังการรักษา และไม่ควรยิงซ้ำถี่เกินกว่าที่ผิวจะฟื้นตัว
ทำไมเลเซอร์เพียงความยาวคลื่นเดียวอาจไม่เพียงพอ?
เม็ดสีแต่ละสีดูดซับแสงไม่เหมือนกัน การใช้ความยาวคลื่นที่เหมาะกับหมึกสีดำ อาจไม่ตอบสนองต่อหมึกสีแดงหรือสีเขียวในระดับเดียวกัน
BAC มี Picosecond Laser ที่รองรับความยาวคลื่น 532, 755 และ 1,064 นาโนเมตร เพื่อให้แพทย์สามารถเลือกใช้ตามสีหมึก สีผิว และลักษณะของรอยสักในแต่ละกรณี
ความยาวคลื่น 1,064 นาโนเมตร
มักพิจารณาใช้กับหมึกสีเข้ม เช่น
- สีดำ
- สีน้ำเงินเข้ม
- สีน้ำตาลเข้ม
- รอยสักที่มีเม็ดสีอยู่ค่อนข้างลึก
ความยาวคลื่นนี้มีการดูดซับโดยเมลานินของผิวน้อยกว่าความยาวคลื่นที่สั้นกว่า จึงมักถูกนำมาพิจารณาสำหรับผู้ที่มีผิวเอเชียหรือมีสีผิวเข้ม แต่ยังต้องเลือกค่าพลังงานอย่างระมัดระวังเป็นรายบุคคล
ความยาวคลื่น 755 นาโนเมตร
อาจนำมาใช้กับหมึกบางกลุ่ม เช่น
- สีเขียว
- สีฟ้า
- สีน้ำเงินบางเฉด
- สีที่ตอบสนองต่อ 1,064 นาโนเมตรได้ไม่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สีที่มองเห็นจากภายนอกไม่ได้บอกส่วนประกอบของหมึกทั้งหมด หมึกสีเขียวจากคนละยี่ห้ออาจตอบสนองต่อเลเซอร์แตกต่างกันได้
ความยาวคลื่น 532 นาโนเมตร
มักสัมพันธ์กับหมึกโทนสีอุ่นบางประเภท เช่น
- สีแดง
- สีส้ม
- สีเหลืองบางชนิด
ความยาวคลื่นนี้สามารถถูกดูดซับโดยเมลานินตามธรรมชาติในผิวได้เช่นกัน แพทย์จึงต้องประเมินสีผิวและความเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำหรือรอยด่างก่อนเลือกใช้
ในรอยสักหลายสี แพทย์อาจใช้มากกว่าหนึ่งความยาวคลื่น หรือปรับแผนการรักษาเมื่อหมึกสีหลักจางลงและเริ่มมองเห็นสีที่ซ่อนอยู่ด้านล่างชัดขึ้น
รอยสักแบบไหนมักลบได้ง่ายกว่า?
ไม่มีรอยสักชนิดใดที่สามารถรับประกันผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มรักษา แต่ลักษณะที่มักตอบสนองได้ดีกว่า ได้แก่
- หมึกสีดำหรือสีเข้ม
- รอยสักสมัครเล่นที่เม็ดสีไม่หนาแน่นมาก
- รอยสักที่ไม่ได้สักทับหลายครั้ง
- รอยสักที่ไม่มีแผลเป็นเดิมอยู่ใต้หมึก
- บริเวณที่มีระบบไหลเวียนเลือดค่อนข้างดี
- ผู้ที่ดูแลแผลและป้องกันแสงแดดได้อย่างเหมาะสม
รอยสักบริเวณลำตัว ต้นแขน หรือบริเวณที่อยู่ใกล้ระบบไหลเวียนส่วนกลางอาจมีรูปแบบการจางแตกต่างจากรอยสักบริเวณปลายมือ ปลายเท้า นิ้วมือ หรือนิ้วเท้า แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย
รอยสักแบบไหนอาจต้องใช้เวลามากกว่า?
รอยสักบางประเภทอาจต้องทำหลายครั้งหรืออาจไม่สามารถลบได้หมด เช่น
- รอยสักมืออาชีพที่ลงสีแน่น
- รอยสักที่มีหลายสี
- รอยสักที่ผ่านการสักทับหลายชั้น
- สีเขียว ฟ้าอ่อน เหลือง สีขาว หรือสีเนื้อ
- รอยสักบริเวณปลายแขน ปลายขา หรือข้อเท้า
- รอยสักที่มีแผลเป็นอยู่เดิม
- รอยสักที่เคยใช้สารเคมี กรด หรือวิธีลบอื่นมาก่อน
- ผู้ที่มีแนวโน้มเกิดรอยดำหลังการอักเสบง่าย
ในบางกรณี หมึกสีหนึ่งอาจจางลงก่อน ทำให้มองเห็นหมึกอีกชั้นที่ซ่อนอยู่ จึงต้องปรับความยาวคลื่นหรือค่าพลังงานในการรักษาครั้งต่อไป
รอยสักคิ้ว รอยสักปาก และ Permanent Makeup ลบเหมือนรอยสักทั่วไปหรือไม่?
รอยสักเพื่อความงามต้องได้รับการประเมินแยกจากรอยสักบนร่างกาย เนื่องจากหมึกบางประเภทมีส่วนประกอบของเหล็กออกไซด์ ไทเทเนียมไดออกไซด์ หรือเม็ดสีสีขาวและสีเนื้อ
เมื่อหมึกบางชนิดได้รับพลังงานเลเซอร์ อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีจนสีเข้มขึ้นแทนที่จะจางลง เรียกว่า Paradoxical Darkening
ตัวอย่างเช่น คิ้วสีน้ำตาลหรือสีเนื้ออาจเปลี่ยนเป็นสีดำหรือเทาเข้มหลังยิงครั้งแรก ก่อนที่จะต้องวางแผนรักษาสีที่เปลี่ยนไปต่อในครั้งถัดไป
ด้วยเหตุนี้ การลบรอยสักคิ้ว รอยสักปาก หรือ Permanent Makeup ไม่ควรเริ่มยิงทั่วบริเวณโดยไม่ได้ประเมินความเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาทดลองยิงในพื้นที่ขนาดเล็กหรือ Test Spot ก่อน เพื่อสังเกตการตอบสนองของเม็ดสีและผิว
เลเซอร์ลบรอยสักต้องทำกี่ครั้ง?
จำนวนครั้งไม่สามารถระบุจากขนาดรอยสักเพียงอย่างเดียว รอยสักขนาดเล็กแต่มีหมึกหนาแน่นและสักทับหลายชั้น อาจต้องใช้จำนวนครั้งมากกว่ารอยสักขนาดใหญ่ที่ลงสีบาง
โดยทั่วไปการลบรอยสักต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง บางกรณีอาจใช้ประมาณ 6–10 ครั้ง หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับ
- สีและส่วนประกอบของหมึก
- ความลึกของเม็ดสี
- ความหนาแน่นของรอยสัก
- จำนวนชั้นที่เคยสักทับ
- ตำแหน่งของรอยสัก
- อายุของรอยสัก
- สีผิว
- ระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวม
- การเว้นระยะระหว่างครั้ง
- เป้าหมายของการรักษา
หากต้องการเพียงทำให้รอยสักจางเพื่อสักลายใหม่ทับ อาจใช้จำนวนครั้งน้อยกว่าการตั้งเป้าลบให้จางมากที่สุด
แพทย์จะประเมินแนวโน้มได้แม่นยำขึ้นหลังเห็นการตอบสนองจากการรักษาครั้งแรก เนื่องจากไม่สามารถทราบส่วนประกอบและระดับความลึกของหมึกทั้งหมดจากการมองภายนอก
ทำไมต้องเว้นระยะระหว่างการรักษา?
หลังเลเซอร์ เม็ดสีไม่ได้ถูกกำจัดออกจากผิวในทันที ร่างกายต้องใช้เวลาเก็บและลำเลียงอนุภาคของหมึกออก ขณะเดียวกันผิวบริเวณที่รักษาต้องผ่านกระบวนการซ่อมแซม
การยิงซ้ำเร็วเกินไปอาจเพิ่มการอักเสบโดยไม่ได้ช่วยให้ร่างกายกำจัดหมึกได้เร็วขึ้นตามสัดส่วน และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ
- แผลพุพอง
- รอยดำหลังการอักเสบ
- รอยด่างหรือสีผิวอ่อนลง
- ผิวไวต่อการระคายเคือง
- แผลเป็น
ระยะห่างระหว่างครั้งจึงควรกำหนดจากการฟื้นตัวของผิวและการประเมินของแพทย์ ไม่ควรเร่งรักษาเพียงเพราะต้องการให้รอยสักจางเร็ว
ระหว่างทำเจ็บหรือไม่?
ความรู้สึกระหว่างเลเซอร์มักคล้ายหนังยางดีด มีความร้อนหรือจี๊ดในช่วงสั้น ๆ ระดับความรู้สึกขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ขนาดรอยสัก ความหนาแน่นของสี และความไวของแต่ละบุคคล
บริเวณที่อยู่ใกล้กระดูก เช่น นิ้ว ข้อมือ ข้อเท้า หรือกระดูกไหปลาร้า อาจรู้สึกมากกว่าบริเวณที่มีชั้นไขมันหรือกล้ามเนื้อ
ก่อนทำสามารถใช้ยาชาเฉพาะที่ตามความเหมาะสม และมีการใช้ความเย็นช่วยลดความร้อนและความรู้สึกไม่สบายระหว่างการรักษา
อาการหลังเลเซอร์แบบใดที่พบได้?
หลังทำอาจเกิดปฏิกิริยาชั่วคราว ได้แก่
- ผิวบริเวณรอยสักเปลี่ยนเป็นสีขาวทันทีหรือเกิด Frosting
- แดง บวม ร้อน หรือแสบ
- มีจุดเลือดออกขนาดเล็ก
- มีตุ่มน้ำหรือพุพอง
- เกิดสะเก็ด
- รอยสักดูเข้มขึ้นชั่วคราวก่อนเริ่มจาง
- เกิดรอยดำหรือรอยด่างชั่วคราว
ความรุนแรงของอาการแตกต่างกันตามสีหมึก ค่าพลังงาน ตำแหน่ง และพื้นฐานผิว การมีตุ่มน้ำไม่ได้หมายความว่าต้องเจาะออก ควรปล่อยให้ผิวฟื้นตัวและดูแลตามคำแนะนำของคลินิก
หากมีอาการปวดหรือบวมแดงเพิ่มขึ้น มีหนอง มีกลิ่นผิดปกติ มีไข้ หรือสงสัยการติดเชื้อ ควรติดต่อคลินิกเพื่อรับการประเมิน
การดูแลหลังเลเซอร์ลบรอยสัก
การดูแลหลังทำมีผลต่อทั้งการฟื้นตัวและความเสี่ยงต่อรอยดำหรือแผลเป็น ควรปฏิบัติดังนี้
- ปิดและรักษาบริเวณแผลให้แห้งประมาณ 4–6 ชั่วโมงแรก หรือตามคำแนะนำของคลินิก
- วันถัดไปสามารถอาบน้ำได้อย่างเบามือ ไม่ขัดหรือถูบริเวณที่รักษา
- ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ดูแลแผลตามที่คลินิกแนะนำ
- ไม่เจาะตุ่มน้ำ ไม่แกะสะเก็ด และไม่ดึงผิวที่กำลังลอก
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ความร้อน ซาวน่า และการอบไอน้ำประมาณ 48–72 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงสระว่ายน้ำ ทะเล หรือการแช่น้ำจนกว่าแผลจะปิดสนิท
- งดใช้กรดผลัดเซลล์ผิว เรตินอยด์ สครับ หรือผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองบนบริเวณแผล
- ปกป้องบริเวณที่รักษาจากแสงแดด เมื่อแผลปิดแล้วควรใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดอย่างสม่ำเสมอ
- รอให้ผิวฟื้นตัวสมบูรณ์ก่อนเข้ารับการรักษาครั้งต่อไป
เลเซอร์ลบรอยสักแล้วจะไม่มีแผลเป็นจริงหรือไม่?
ไม่มีวิธีใดสามารถรับประกันได้ว่าจะลบรอยสักออกทั้งหมดโดยไม่เหลือร่องรอยในทุกกรณี เพราะสภาพผิว หมึกสัก และกระบวนการหายของแผลแตกต่างกัน
ผู้รับบริการบางรายมีแผลเป็นจากการสักอยู่แล้ว แต่หมึกสีเข้มช่วยปกปิดพื้นผิวดังกล่าว เมื่อเลเซอร์ทำให้หมึกจางลง แผลเป็นเดิมจึงเริ่มมองเห็นชัดขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าแผลทั้งหมดเกิดจากเลเซอร์
ความเสี่ยงต่อรอยดำ รอยด่าง หรือแผลเป็นจะเพิ่มขึ้นหาก
- ใช้พลังงานสูงเกินความเหมาะสม
- ยิงซ้ำถี่เกินไป
- แกะสะเก็ดหรือเจาะตุ่มน้ำ
- แผลเกิดการติดเชื้อ
- ใช้สารเคมีร่วมกับเลเซอร์
- ผิวสัมผัสแดดในช่วงที่ยังอักเสบ
- มีประวัติคีลอยด์หรือแผลเป็นนูน
แนวทางการรักษาจึงควรเน้นความต่อเนื่องและความปลอดภัย มากกว่าการเร่งให้รอยสักจางจากการยิงเพียงครั้งเดียว
ใครบ้างที่ควรแจ้งข้อมูลให้แพทย์ทราบก่อนทำ?
ควรแจ้งประวัติสุขภาพและยาที่กำลังใช้ โดยเฉพาะกรณีต่อไปนี้
- กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- มีแผล การติดเชื้อ ผื่น หรือผิวไหม้แดดบริเวณรอยสัก
- มีประวัติแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์
- เป็นเบาหวานที่ควบคุมไม่ดี
- มีภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ
- มีภาวะเลือดออกง่ายหรือใช้ยาละลายลิ่มเลือด
- ใช้ยาที่เพิ่มความไวต่อแสงหรือมีผลต่อการหายของแผล
- เคยแพ้หมึกสัก
- เคยลบรอยสักด้วยกรด สารเคมี หรือเลเซอร์ชนิดอื่น
- มีไฝ ก้อน หรือรอยโรคผิวหนังอยู่ภายในรอยสัก
หากพบก้อน แผลเรื้อรัง ไฝที่เปลี่ยนแปลง หรือรอยโรคที่ยังไม่ทราบชนิด แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจวินิจฉัยก่อนเริ่มเลเซอร์
วิธีเลือกรักษารอยสักที่ BAC Clinic
BAC (Bangkok Aesthetic Clinic) ใช้แนวทางวางแผนตามลักษณะของรอยสักและพื้นฐานผิว โดยแพทย์จะประเมินก่อนเลือกความยาวคลื่น 532, 755 หรือ 1,064 นาโนเมตร รวมถึงปรับขนาดหัวเลเซอร์และค่าพลังงานให้เหมาะสมในแต่ละครั้ง
หัวใจของการลบรอยสักไม่ได้อยู่ที่การใช้พลังงานสูงที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้เม็ดสีแตกตัวในระดับที่เหมาะสม พร้อมรักษาสมดุลระหว่างผลลัพธ์กับการฟื้นตัวของผิว
แผนการรักษาของแต่ละคนจึงอาจแตกต่างกัน แม้จะมีรอยสักสีเดียวกันหรือขนาดใกล้เคียงกัน และแพทย์อาจปรับแผนตามการตอบสนองของสีและผิวในแต่ละครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลบรอยสัก
เลเซอร์ครั้งเดียวทำให้รอยสักหายได้หรือไม่?
โดยทั่วไปไม่ได้ รอยสักส่วนใหญ่ต้องทำหลายครั้ง เนื่องจากหมึกมีหลายชั้นและร่างกายต้องใช้เวลาในการกำจัดเม็ดสีที่แตกตัวแล้ว
ถ้ารอยสักมีขนาดเล็ก จะลบง่ายกว่าเสมอหรือไม่?
ไม่เสมอไป ขนาดมีผลต่อระยะเวลาทำและค่าใช้จ่าย แต่ความยากในการลบยังขึ้นอยู่กับสี ความลึก ความหนาแน่น และจำนวนชั้นของหมึก
ยิงให้แรงขึ้นจะทำให้จางเร็วขึ้นหรือไม่?
ไม่จำเป็น พลังงานที่สูงเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อแผลพุพอง รอยดำ รอยด่าง และแผลเป็น โดยไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะกำจัดหมึกได้เร็วขึ้น
รอยสักสีดำลบง่ายที่สุดหรือไม่?
โดยทั่วไปสีดำมักตอบสนองต่อเลเซอร์ได้ดีกว่าสีอ่อน แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับความลึก ความหนาแน่นของหมึก และการสักทับ
สามารถลบให้จางเพื่อสักทับได้หรือไม่?
ได้ในหลายกรณี หากเป้าหมายคือการทำ Cover-up อาจไม่จำเป็นต้องลบจนจางหมด ควรปรึกษาทั้งแพทย์และช่างสักเพื่อกำหนดระดับความจางที่เหมาะสม
หลังทำเดินทางหรือทำงานได้ไหม?
โดยทั่วไปสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้แผลเปียก สกปรก เสียดสี หรือได้รับความร้อนมากในช่วงแรก
เลเซอร์ลบรอยสักที่ BAC (Bangkok Aesthetic Clinic)
หากต้องการลบรอยสักหรือลดความเข้มของหมึกเพื่อเตรียมทำ Cover-up สามารถเข้ารับการประเมินกับแพทย์ที่ BAC Clinic ได้ โดยนำข้อมูลเกี่ยวกับอายุรอยสัก จำนวนครั้งที่เคยสักทับ และประวัติการลบรอยสักเดิมมาแจ้งในวันปรึกษา
BAC ให้บริการ Picosecond Laser ที่รองรับความยาวคลื่น 532, 755 และ 1,064 นาโนเมตร พร้อมเลือกแนวทางตามสีหมึก สีผิว และการตอบสนองของแต่ละบุคคล
BAC – Bangkok Aesthetic Clinic
สุขุมวิท 16 กรุงเทพมหานคร
ใกล้ MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทางออก 3
LINE: @bacclinic
ผลลัพธ์ จำนวนครั้ง ระยะฟื้นตัว และผลข้างเคียงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล รอยสักบางประเภทอาจลบออกได้ไม่หมด ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนเริ่มรักษา
